วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

หลัก 10 ประการของหัวหน้าที่ดี

(new) 2013826_51114.jpg

หลัก 10 ประการของหัวหน้าที่ดี 
หลักการทำงานสำหรับการเป็นผู้บริหารที่ดีหรือการเป็นหัวหน้าที่ดีนั้น ลืมไปได้เลยว่า จะต้องมีอายุมากพอที่จะทำให้คนกลัว หรือ เกรงใจ เพราะในสมัยนี้ ใบหน้าที่ดูมีอายุ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะประกันว่า คุณจะได้รับการยอมรับ เป็นหัวหน้าที่ดี มากไปกว่า การทำตัว หรือ การปฏิบัติตัวที่ดี เป็นที่ยอมรับต่างหากที่มีความสำคัญมากกว่า

  1. มีความสามารถในการนำและทำงานเป็นทีม
 ถ้าคุณต้องขึ้นมาเป็นหัวหน้า นั่นหมายความว่า คุณต้องมีทีมงาน และ ต้องมีผู้ทำงานร่วม ที่ต้องคอยฟังหรือนำคำสั่งหรือแนวทางการทำงานไปทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย เมื่อเป็นดังนี้ ความสามารถอย่างแรกที่คุณต้องมีก็คือ ความสามารถในการเป็นผู้นำและ การกระตุ้นให้เกิดการทำงานเป็นทีม ไม่เป็นคนที่ชอบความแตกแยก ไม่ทำตนให้เกิดความสงสัยในกลุ่มผู้ตามว่า คุณรักใครมากกว่าหรือน้อยกว่ากัน การทำตนให้เป็นกลางและเป็นคนที่สามารถวัดผลได้ด้วยผลของงานจะทำให้คุณเป็นที่ยอมรับและ สามารถนำทีมทำงานได้ดี เมื่อคุณเป็นหัวหน้า ผลงานของกลุ่มก็คือผลงานของคุณ ดังนั้น เป้าหมายของคุณก็คือ การทำทีมให้ทำงานประสบความสำเร็จ และ การทำให้ทีมงานรักกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน 

 2. มีความสามารถในการแก้ปัญหา 
คุณอาจไม่ต้องเก่งในเนื้อหาทุกอย่าง แต่คุณอาจต้องมีประสบการณ์มาบ้าง หรือมิฉะนั้น ก็ต้องเป็นคนที่เรียนรู้ และ หาวิธีในการหาความรู้อยู่เสมอ เพราะจำเป็นต้องใช้ในการนำมาแก้ปัญหา การเป็นหัวหน้าที่เป็นที่ยอมรับนั้น ข้อใหญ่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาให้แก่ทีมงาน หรือลูกน้องนั่นเอง ถ้าลูกน้องหรือทีมงานในการดูแลมีปัญหา และ หัวหน้าผู้ดูแลไม่สามารถช่วยแก้ไขได้ คุณก็ไม่สามารถได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มได้ จะต้องฝึกให้เป็นคนคิดอย่างชัดเจน มีเหตุผล แสดงเหตุผล คิดอย่างสร้างสรรค์พร้อมด้วยหลักการที่ดี กล้าที่จะได้ตัดสินใจและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจดังกล่าว รวมทั้ง การฝึกคิดในรูปแบบที่เป็นไปได้ในหลายๆแนวทาง ซึ่งการจะทำได้ดังกล่าว คุณจะต้องฝึกตนเองให้เป็นคนชอบที่จะคิด และ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ

 3. มีความสามารถในการสื่อสาร 
กล่าวคือมีความสามารถในการติดต่อ และ การประสานความเข้าใจที่ดีให้เกิดภายในทีมงาน และ ระหว่างทีมงานตนเองและทีมงานอื่นๆ รวมทั้งต้องมีทักษะในการสื่อสารที่ดี นั่นคือ ชี้ประเด็นได้ตรงจุด และ มีความสามารถในการเข้าใจประเด็นที่ผู้อื่นนำเสนอด้วยเช่นกัน
 การเป็นหัวหน้า คุณต้องเป็นตัวแทนของกลุ่มในการประสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในกลุ่ม และ เช่นกัน ระหว่างคนภายนอกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารเล็กๆภายในกลุ่ม จนถึงระดับใหญ่องค์กรกับสายตาผู้อื่นภายนอกองค์กร ดังนั้นทักษะและความสามารถในการสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เก่งทุกอย่างแต่ไม่สามารถทำตนให้เป็นที่รู้จัก หรือ เป็นมิตรกับใครได้เลย ก็ถือได้ว่า คุณขาดทักษะในการสื่อสาร และนั่นย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญในการก้าวเข้าสู่การเป็นหัวหน้าของคุณ และแน่นอน ต้องเป็นทักษะการสื่อสารที่เป็นบวกเท่านั้น ไม่เป็นคนพูดจาเยิ่นเย้อ จับประเด็นหรือสาระไม่ได้ รวมทั้ง ไม่เป็นคนพูดโดยไม่มีข้อมูล หรือ ไม่มีประเด็น

 4. มีความสามารถในการจัดการและบริหารเวลา 
ในการเป็นหัวหน้า คุณไม่เพียงต้องดูแลงานโดยตรงที่รับผิดชอบ แต่นั่นหมายถึง คุณจำเป็นต้องเผื่อเวลาส่วนหนึ่งให้แก่ลูกน้อง หรือ ทีมงานด้วยเช่นกัน ดังเราจะเห็นว่า ยิ่งความรับผิดชอบมาก หรือ ตำแหน่งความรับผิดชอบยิ่งมาก ก็ดูเสมือนท่านเหล่านั้นต้องมีกิจกรรมต่างๆที่ต้องทำ หรือ ต้องพบปะกับบุคคลต่างๆ มากยิ่งขึ้น ดังนั้น ความสามารถในการจัดการและบริหารเวลาจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการก้าวขึ้นเป็นหัวหน้า  
ถ้าปัจจุบัน คนยังไม่ได้เป็นหัวหน้า แต่บนโต๊ะยังเต็มไปด้วยเอกสาร งานที่ทำไม่หมด ก็เห็นได้ว่ายากนักที่คุณจะสามารถได้เลื่อนขั้นหรือเลื่อนตำแหน่ง ดังนั้น จงพยายามเรียนรู้ การจัดการเวลาของตนเองให้มีประสิทธิภาพที่สุดก่อน เพื่อเป็นการยืนยันว่า คุณมีคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นหัวหน้า จงพยายามเรียนรู้การมอบหมายงานอื่นๆที่เราไม่จำเป็นต้องทำเอง หัดสอนงานคนอื่นให้มีความเก่งเท่าหรือได้ดีกว่าก็จะดียิ่งขึ้น อย่ายึดติดกับความคิดเก่าๆที่ว่า คนอื่นรู้มากกว่าจะฉลาดกว่าตนเอง เพราะในความจริง การยิ่งสอน ยิ่งทำให้คุณฉลาดยิ่งขึ้น และ คนฉลาดแท้จริง ย่อมไม่อยู่นิ่ง กับการเรียนรู้ ดังนั้น จงพยายามสอนคนอื่นให้ฉลาด เพื่อคุณเองจะได้มีเวลาไปเรียนรู้เรื่องๆอื่นๆให้แก่ตนเองได้มากขึ้น เราถึงจะเรียกว่าเป็นผู้ฉลาด ไม่เคยมีใครที่เกิดมาพร้อมกับความฉลาดโดยไม่ขวนขวาย ดังนั้นก่อนที่คุณจะมีเวลาไปทำอย่างอื่น จงหัดเป็นผู้มีน้ำใจในการสอนให้คนอื่นเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองเก่งเสียก่อน  
เช่นกัน จงเป็นคนที่รู้ว่า อะไรควรทำก่อน อะไรควรทำหลัง เรื่องง่ายๆ ที่ทำให้คนบางคน พินาศมาแล้ว เพราะเขาไม่รู้ว่า เรื่องอะไรควรทำก่อน ก็เอาเวลาไปทำเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดผลอะไร หรือ เกิดผลกระทบต่อสิ่งต่างๆได้น้อย การที่จะพิจารณาว่า เรื่องใดเป็นเรื่องที่ควรทำก่อนหรือทำหลัง ก็พิจารณาว่า เรื่องดังกล่าวนั้นถ้าไม่เสร็จจะส่งผลกระทบต่อสิ่งใดบ้าง และสิ่งนั้นมีความสำคัญหรือไม่ต่อองค์กร หรือ ต่อทีมงาน แค่ใช้หลักคิดง่ายๆแค่นี้ คุณก็จะสามารถตัดสินได้เบื้องต้นว่าสิ่งใดที่คุณควรเลือกทำก่อน และ อะไรที่สามารถทำภายหลังได้

 5. เป็นคนมีคุณภาพ 
เรียนรู้ที่จะเป็นคนมีคุณภาพ มีบุคลิก การแต่งกายที่ดี ถูกต้อง สมควรตามกาลเทศะ ถ้าคุณเป็นหัวหน้า คุณก็คือตัวแทนของใครบางคนหรือขององค์กรระดับหนึ่ง การทำตัวให้มีมาตรฐาน ดูดี สุภาพ สะอาดเรียบร้อย เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีบุคลิกเข้มแข็ง ไม่ดูเกเร หรือ กิริยาที่ข่มเขง อวดเบ่ง หรือ ดูวางท่า ทำเหมือนคนมีอิทธิพล
การมีลักษณะที่ดี ท่าทางดี เริ่มมาจากภายในจิตใจ ถ้าคุณมีจิตใจที่ดี มีความยืดหยุ่น เข้าใจธรรมชาติของคน เรียนรู้การเก็บอารมณ์ รักษาอารมณ์ในภาวะที่กดดัน มีความมั่นคง สุขุม สงบ  และ เช่นเดียวกันที่ต้องมีความมั่นใจ และ เชื่อมั่นในตนเองในระดับที่ดี คุณก็จะสามารถแสดงความมีคุณภาพทางด้านบุคลิก และ การแสดงออก ออกมาได้อย่างดี

 6. รู้จัก และ ขยันเรียนรู้คน 
การเป็นหัวหน้าคน ที่สำคัญก็คือ ต้องเป็นผู้มีทักษะที่ดีในการเข้าใจคนในแต่ละรูปแบบ อย่าพยายามคาดเดาคนให้เหมือนกัน หรือ เป็นในแบบที่ตนต้องการ เพราะในความเป็นจริง คนเราแตกต่างกันไปตามแต่สภาวะแวดล้อม การได้รับการอบรม การศึกษา ความเชื่อ ดังนั้น คนแต่ละคนจะแตกต่างกัน ต้องเป็นคนขยันเรียนรู้ และ เข้าใจจุดดีและจุดเสียของคนแต่ละแบบ เพื่อเลือกที่จะใช้จุดแข็งในการทำงานให้ตนเอง และ เลือกที่จะรู้ในจุดอ่อน เพื่อช่วยเสริม จุดอ่อนดังกล่าวให้ดีขึ้น     เราจะเห็นได้ว่า ผู้บริหารที่เก่ง ก็คือ คนที่รู้จักพัฒนาศักยภาพของทีมงาน หรือ คนภายใต้การดูแล ให้ทำงานได้เต็มความสามารถของแต่ละคน นั่นก็หมายถึงว่า การเป็นคนที่เรียนรู้คน และ เลือกใช้ได้เป็น   คนทุกคนย่อมมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย แต่คนที่เลือกใช้จุดเด่นของแต่ละคนทำให้เกิดประโยชน์จะได้รับการนับถือและยอมรับมากสุด เพราะเขาทำให้บุคคลผู้นั้น เกิดความนับถือ และ รักในตนเอง ซึ่งจะผิดกับคนที่ชอบว่าจุดด้อยของคนอื่น คนดังกล่าว จะไม่ได้รับการนับถือที่แท้จริงจากใครเลย   ดังนั้น หัวใจของหัวหน้าที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การเลือกส่งเสริมคนในจุดเด่นของแต่ละคนเป็น การพัฒนาศักยภาพของคนได้ดี เพราะรู้จัก และ เรียนรู้คนเป็น และ นั่นคือที่มาของการใช้คนเป็นนั่นเอง

 7. ทัศนคติบวก 
การเป็นหัวหน้าก็คือ การสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีให้แก่ทีมงานหรือคนภายใต้การดูแล ดังนั้นภายใต้สภาวะการณ์กดดันต่างๆ หัวหน้าต้องไม่ตื่นตระหนกง่าย หรือ รู้จักที่จะควบคุมตนเอง บุคคลที่จะทำสิ่งดังกล่าวได้ ก็คือคนที่รู้จักในการมองหาโอกาสในภาวการณ์ต่างๆได้เป็น หรือ เรียกกันว่า เป็นคนที่มีทัศนคติเป็นบวก     การมีทัศนคติเป็นบวก ไม่ได้หมายถึงว่า ให้มองทุกอย่างเป็นแง่ดี จนไม่คิดถึงจุดเสียหรือแง่ร้ายใดๆเลย การมีทัศนคติเป็นบวกที่ถูกต้องก็คือ การหัดเป็นผู้ฝึกคิดในทัศนคติบวกในด้านที่ร้ายที่สุด คือ การมองหาโอกาสหรือทางออกให้แก่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด เราอาจจะแก้ไขปัญหาร้ายที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ แต่ ต้องหัดให้เป็นคนเรียนรู้ในการแก้ไข มากกว่าจมปลักกับสิ่งที่เกิดแล้ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเลวร้ายหรือดีเพียงใดก็คือเกิดไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่เกิดต่างหากที่คุณต้องมองให้เป็น และ เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นให้ได้มากที่สุด  
ถ้าเป็นหัวหน้าแต่ไม่มีทัศนคติที่เป็นบวก เวลาเจอปัญหา ก็อาจจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ตัดสินใจไม่ได้ รวมทั้งทำให้ทีมขวัญเสียหรือหมดกำลังใจได้โดยง่าย ซึ่งก็จะทำให้ประสบความพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่ตั้งใจ หรือ มุ่งหวังได้โดยง่าย ดังนั้น พยายามฝึกตนเองให้เป็นคิดในแง่บวก เพื่อที่เวลาที่เลวร้ายที่สุด คุณก็ยังเป็นแหล่งกำลังใจ และ เป็นผู้พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดให้ทุกคน

8. ทำให้ดีที่สุด 
สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าข้ออื่นๆก็คือ การถือคติ "ทำให้ดีที่สุด " ที่จำเป็นต้องมีในหัวใจของผู้อยากเป็นหัวหน้า รวมถึง ผู้เป็นหัวหน้าอยู่แล้ว
 การฝึกตนเองให้เป็นผู้ที่ทำให้ดีที่สุด เท่าที่ตนเองจะทำได้ จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่รับผิดชอบ จะได้รับความสนใจ ความใส่ใจอย่างดีที่สุดเสมอ และ นิสัยอันนี้จะนำมาซึ่งนิสัยการกระตุ้นให้ผู้ใกล้ชิด หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชาพยายามทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ซึ่งจะทำให้เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารที่สามารถช่วยดึงศักยภาพในตัวผู้บังคับบัญชาออกมาใช้ได้มากที่สุด แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาศักยภาพของเขาไปสู่มาตรฐานหรือดีกว่าได้ดียิ่งขึ้น

9. มีทักษะการพูด  การโน้มน้าว และ จูงใจคน 
เพราะคนแต่ละคนมีความแตกต่างกันอย่างที่กล่าวมาแล้ว การที่ท่านใดสามารถพูดจา ให้เป็นที่รัก รวมถึง ทำให้เกิดความเชื่อถือ ย่อมถือว่า เป็นผู้มีทักษะสูง และ แน่นอน ท่านผู้นั้น ต้องอยู่ในถนนของผู้นำได้โดยง่าย ทักษะการพูดจา การโน้มน้าว การจูงใจ เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในการทำให้ผู้อื่นทำตามที่ตนต้องการ   เราจะเห็นว่า ไม่มีผู้นำหรือหัวหน้าท่านใดที่เป็นที่ยอมรับ แล้วจะไม่มีทักษะด้านนี้ ดังนั้น การเรียนรู้เรื่องทักษะการพูด การโน้มน้าว จูงใจ เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ต้องการหรือ ผู้กำลังเป็นหัวหน้าต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก

10. เป็นผู้รู้จักวิเคราะห์

ในที่นี้หมายถึง การเป็นผู้รู้จักการวิเคราะห์ตนเองอย่างสม่ำเสมอ การเป็นหัวหน้าที่ดี คุณจำเป็นต้องรู้จักที่จะประเมินตนเอง ไม่หลงติด คำป้อยอโดยง่าย เพราะมิฉะนั้น คุณเองก็จะกลายเป็นคนเชื่อคนง่าย และ ทำให้กลายเป็นคนที่ดูไม่น่าเชื่อถือ ตัดสินใจไม่มีเหตุผล และผิดพลาดสูง รวมถึงดูเป็นคนลำเอียง  การให้ความใกล้ชิดกับลูกน้องหรือทีมงานเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่างพยายามใกล้ชิดมากกว่าในเรื่องของงาน ดูแลในด้านการทำงาน และ เรื่องที่ช่วยหลือได้ ถ้าคุณใกล้ชิดกับลูกน้องมากไปจนถึงเรื่องส่วนตัว อาจจะทำให้ลูกน้องท่านนั้นติดคุณ หรือ นำเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับการทำงาน จนกลายมาเป็นปัญหาในการทำงานในภายหลังได้ สำหรับปัญหานี้ เป็นปัญหาที่ทำให้หัวหน้าหลายท่านต้องประสบปัญหามามาก การเป็นหัวหน้าที่ดี คือการได้ดูแล และ ใส่ใจ แต่ไม่ใช่หมายความว่า ให้คุณใกล้ชิดจนถึงครอบครัว หรือ สนิทจนเกินไป เพราะสุดท้ายจะกลายมาเป็นเรื่องของความรูสึกส่วนตัวมากกว่าเรื่องอื่น ควรรู้จักการเว้นช่องว่างระหว่างตัวคุณออกจากบริเวณดังกล่าวให้ดี  รู้จักเป็นคนวิเคราะห์ ไม่ใช่ใครพูดอะไรก็เชื่อ หรือ ว่าคล้อยตามทุกอย่าง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น คุณจะไม่สามารถเป็นหัวหน้าในระดับใดๆได้เลย หรือ ไม่ได้รับการยอมรับ การเป็นหัวหน้าที่ดี ที่สำคัญก็คือ การรู้จักวิเคราะห์ข้อมูล และ นำมาวิเคราะห์ พิสูจน์ จนกว่าจะรู้ด้วยตนเอง ถ้าทำได้ดังนี้ก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับได้โดยง่าย

          สำหรับหลักการเป็นหัวหน้าที่ดี เป็นเรื่องง่ายๆที่เราสามารถฝึกกันได้โดยไม่จำเป็นต้องฝึกจากสถาบันใดเป็นพิเศษ เพียงแค่มีความตั้งใจ และ มุ่งมั่นในการแก้ไข โดยเริ่มทำได้ให้เป็นนิสัยเสียแต่ต้นก็ยิ่งดี เพราะเป็นการยืนยันว่าคุณมีศักยภาพเป็นหัวหน้าได้แล้วนั่นเอง

            การเป็นหัวหน้า หมายถึง การเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง ถ้าการเป็นหัวหน้า ได้มาด้วยการไม่ยอมรับ และ คุณไม่สามารถสร้างการยอมรับได้ การเป็นหัวหน้าก็จะภาวะที่สร้างความกดดัน รวมถึง ความไม่มั่นใจให้แก่ตัวคุณเอง ดังนั้น ถ้าอยากเก่งงาน อยากก้าวหน้าในด้านการทำงาน หลักทั้ง10 ข้อข้างบน เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงและต้องนำไปปฏิบัติเพื่อการเป็นหัวหน้าของเราจะได้เป็นหัวหน้าที่แท้จริง และ เป็นที่ยอมรับแก่ทีมงานอย่างแท้จริง


ปัญหาคุณภาพ

(Root) 201375_48129.jpg(Root) 201375_48113.jpg
ดร. เดมมิ่ง ได้ปรารภ ถึงอุปสรรคบางประการอันขัดขวางต่อการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพของบริษัท ดังต่อไปนี้
1. การละเลยต่อการวางแผนงานระยะยาวและการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
2. การมุ่งหาตัวอย่าง หรือ รูปแบบสำเร็จเพื่อเอาอย่าง โดยไม่ดูตัวเอง 
3. การสอนวิชาการบริหารในมหาวิทยาลัยอเมริกันที่ไม่สมดุล 
4. การพึ่งพาคุณภาพจากแผนกประกันคุณภาพแต่เพียงอย่างเดียว
5. การกล่าวโทษพนักงานว่าเป็นผู้ทำให้คุณภาพงานไม่ดี
6. ความเชื่อที่ว่า การตรวจสอบ และการสุ่มตรวจเช็คคือมาตรการด้านการควบคุมคุณภาพที่มองเห็นได้และเชื่อถือได้
7. การเริ่มต้นกิจกรรมพัฒนาคุณภาพที่ผิดพลาด
8. การยึดถือเอาสเป็กเป็นมาตรฐานคุณภาพ
9. การทดสอบและวางแผนการผลิตสินค้าต้นแบบที่รวบรัดและรีบร้อนเกิน
1.  การละเลยต่อการวางแผนงานระยะยาวและการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น   แม้ว่าเกือบทุกบริษัทจะมีการจัดทำแผนงานระยะยาว แต่มักจะละเลยและมิได้ใส่ใจเท่าที่ควร งานประจำวันและแผนงานระยะสั้นกลับอยู่ในความสนใจมากกว่า    มักจะไม่ค่อยมองการไกล หรือมองก็เป็นแบบตามแฟชั่น มีการอบรมกันอย่างบ้าคลั่ง จนได้แผนงานมา แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่ได้สนใจสิ่งที่วางแผน เนื่องจากยังไม่สามารถพัฒนาผู้คนให้สามารถรองรับกับเป้าหมายที่วางไว้ และ หมดความพยายาม เนื่องจากมองว่าการพัฒนาผู้คนเป็นเรื่องนาน รอไม่ได้ จึงละเลย และกลับบริหารประจำวันในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าที่จะมองการป้องกัน จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย 
2. การมุ่งหาตัวอย่าง หรือ รูปแบบสำเร็จเพื่อเอาอย่างโดยไม่ดูตัวเอง   นักบริหารจำนวนมากเสียเวลากับการศึกษาหาตัวอย่างหรือรูปแบบการพัฒนาที่ประสพความสำเร็จเพื่อตนเองจะได้ลอกเลียนแบบ เพื่อการทำงานที่รวดเร็วและเห็นผล แต่การทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่อันตราย การศึกษาในรายละเอียดและปัญหางานในหน่วยงานของตน เพื่อพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการพัฒนาขึ้นมาเองจะเป็นวิธีการที่ถูกต้อง องค์การใดมีโอกาสไปดูงานที่บริษัทอื่น ท่านอย่าเอาเพียงวิธีการมา ท่านควรถามเขาถึงที่มาที่ไปให้ดีเสียก่อน เพราะกว่าเขาจะสำเร็จมาเช่นวันนี้นั้น เขาล้มลุกคลุกคลานมามาก ดังนั้น ท่านเองก็ต้องมีทางเสือผ่านเช่นกัน การก้าวกระโดดโดยขาดพื้นฐานที่ดี มันรักษาไม่ได้ครับ
3. การสอนวิชาการบริหารในมหาวิทยาลัยอเมริกัน ไม่สมดุล   หลักสูตร MBA เกือบทั้งหมด จะสอนหนักไปทางทฤษฎีทางการเงิน การธนาคาร มากกว่าเรื่องการบริหารการผลิตและเทคนิคการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity)  หลายคำถามนักบริหารไม่เข้าใจ เช่น ในกรณีการทำ Kaizen หากการปรับปรุงเพื่อลดอุบัติเหตุ ถามว่าคุ้มทุนหรือไม่ บางครั้งก็ตอบยากนะครับ แต่ถ้ามีจำนวนอุบัติเหตุที่เกิดบวกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็อาจจะพอกล้อมแกล้มได้ แต่การปรับปรุงบางอย่างยิ่งวัดเป็นตัวเงินยาก แต่ได้ขวัญและกำลังใจ เป็นที่มาของปัญหา หากผู้บริหารท่านนั้นไม่เข้าใจ 
4. การพึ่งพาคุณภาพจากแผนกประกันคุณภาพแต่เพียงอย่างเดียว   ความเข้าใจถึงบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของพนักงานต่อการปรับปรุงคุณภาพงานยังไม่ชัดเจน ฝ่ายบริหารยังคงให้ความไว้วางใจด้านการควบคุมคุณภาพไว้กับแผนกประกันคุณภาพซึ่งไม่ถูกต้อง          แนวคิดนี้ถูกปฏิเสธมาแล้วโดย ดร.คาโน่ ว่า ของจะดีหรือไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่แผนก QC แต่ของดีเกิดจากกระบวนการที่ดีเท่านั้น ดังนั้นท่านผู้บริหารทั้งหลาย ท่านต้องนำเรื่องนี้ไปดำเนินการครับ แค่ข้อนี้ข้อเดียว ก็ใช้เวลาเป็นปีๆ เลยครับ 
5. การกล่าวโทษพนักงานว่าเป็นผู้ทำให้คุณภาพงานไม่ดี   เมื่อผลผลิตออกมามีปัญหาด้านคุณภาพ ความเข้าใจของทุกคนก็คือ ฝ่ายผลิตมีปัญหา และฝ่ายตรวจสอบคุณภาพขาดประสิทธิภาพที่ไม่อาจสุ่มตรวจเช็คและค้นพบข้อบกพร่องก่อนที่จะทำงานเสร็จแต่ที่แท้จริงแล้ว พนักงานมีส่วนเพียง 15% ของปัญหาเท่านั้น 85% ของปัญหาด้านคุณภาพมาจากความอ่อนหัดและไม่ประสาของฝ่ายจัดการต่างหากที่ไม่เข้าใจถึงบทบาท หน้าที่ และอำนาจ ความรับผิดชอบที่แท้จริงของตนเองที่มีต่อคุณภาพของงาน 
6. ความเชื่อที่ว่า การตรวจสอบ และ สุ่มตรวจเช็ค คือมาตรการด้านการควบคุมคุณภาพที่มองเห็นได้และเชื่อถือได้   ผู้บริหารระดับสูงจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยศึกษาวิชาเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพ และยังคงมีความคิดเก่าๆ ที่ฝังรากลึกในความยอมรับและทัศนคติ ของตนว่า การตรวจสอบคือ วิธีการอันเดียวที่จะประกันคุณภาพของสินค้าของตนได้ บริษัทชั้นนำในปัจจุบัน ได้นำแนวคิด "ของดีสร้างได้จากกระบวนการทำงานที่ดี" มาประยุกต์ใช้ ด้วยการเขียนปัจจัยที่ดีที่จำเป็นต้องมี ในกระบวนการทำงานต่างๆ และมีการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด จนสามารถทำของเสียให้เป็นศูนย์  เปลี่ยนความคิดเถอะครับ อย่าโยนเผือกร้อนให้หน่วยงาน QC เลย ใครทำของเสียออกมา หน่วยงานนั้นต้องแก้ครับ ทุกวันนี้ฝ่ายผลิตเป็นเทวดาไปแล้วครับ
7. การเริ่มต้นกิจกรรมพัฒนาคุณภาพที่ผิดพลาด 
       1.1      การทำ QC Circle โดยที่ผู้บริหารระดับสูงไม่ได้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างจริงจัง เพราะไม่มีเป้าหมายหรือปณิธานอะไรเกี่ยวกับการทำกิจกรรมนี้ตั้งแต่แรก ผลก็คือ เมื่อพนักงานในแผนกต่างๆ สรุปปัญหาและเสนอแนวทางปฏิบัติต่างๆขึ้นมา เพื่อแก้ไขต้นตอของปัญหามาสู่ผู้บริหารระดับสูงแล้ว กลับไม่ได้รับการตอบสนอง หรือนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง หรือทันกับเวลาที่ควร ผลสุดท้ายก็คือ กลุ่มคิวซีทั้งหลาย ก็ละลายไปพร้อมกับความรู้สึกฝังใจในทางไม่ดีเกี่ยวกับคุณภาพ หรือหัวหน้างานที่เกี่ยวข้อง 
       1.2      การทำ SQC หรือการควบคุมคุณภาพโดยสถิติ ด้วยการตั้งหน้าตั้งตาอบรมกันอย่างหนักถึงทฤษฎีทางสถิติ แต่เพียงอย่างเดียวมิได้สนใจด้านโครงสร้างองค์การ และแนวทางการบริหารอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบอันสำคัญของการพัฒนาคุณภาพ ที่สำคัญก็คือมิได้มีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความเชื่อ ความเคยชิน และสไตล์การบริหารงานเลย ในที่สุดโครงการ SQC ก็อาจล้มเหลวลงได้อย่างหมดรูปผู้บริหารมักเลือกทำบางอย่าง ไม่ทำบางอย่าง โดยลืมนึกไปว่า การไม่ทำอะไรบางอย่างนั้นนำมาซึ่งความล้มเหลวของกลุ่มคุณภาพนั่นเอง 
ทั้ง 2 กรณี มีข้อเหมือนกันก็คือว่า QC Circle กับ SQC มิอาจแก้ปัญหาคุณภาพที่เกิดจากฝ่ายบริหารได้ ทั้งๆที่ปัญหาด้านคุณภาพส่วนใหญ่กว่า 85% มีสาเหตุมาจากฝ่ายบริหาร ดังนั้น เมื่อ 85% ของสาเหตุของปัญหา มิได้รับการแก้ไข เพราะผู้เป็นเจ้าของสาเหตุนั้นมิได้ร่วมมือด้วย โครงการทั้ง 2 อย่าง จึงต้องล้มเหลวลงไป อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นแบบผิดๆเช่นนี้ก็ให้ผลระยะสั้น เป็นความสุขใจและความพึงพอใจแก่ผู้รับผิดชอบเช่นกัน เพราะดูเหมือนว่าผู้บริหารระดับกลางเหล่านั้น ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุดแล้ว ดร.เด็มมิ่ง ได้เรียกกิจกรรมที่เริ่มต้นอย่างผิดๆ เหล่านี้ว่า เป็น “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” หรือ “Instant Pudding” ความหมายคือ เมื่อต้องการคุณภาพหรือความอิ่ม ก็รอเพียง 3 นาที ก็ได้ชิม หรือกินแล้ว แต่หากกินอาหารแบบนี้อย่างเดียวและตลอดไป อาจต้องตายลงสักวัน เพราะเป็นโรคขาดสารอาหาร สำคัญเพียงแต่ว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้า และทำให้ลูกค้ารู้สึกพอใจที่เกิดขึ้นทันอกทันใจเท่านั้น แต่มิอาจใช้บำบัดโรคขาดสารอาหาร และคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำของผู้กินอาหารนั้นได้ไม่
8. การยึดถือเอาสเป็กเป็นมาตรฐานคุณภาพ
เมื่อยังคงตรวจรับงานด้วยสเป็ก และใช้ระบบการสุ่มตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ทางสเป็กงานแล้ว ตราบใดก็ตามที่งานที่ได้จากหน่วยงานนั้นๆ ยังคงตรวจตามสเป็กอยู่ ก็จะไม่มีใครเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาคุณภาพต่อไป ซึ่งนับว่าระบบการวัดคุณภาพเพียงแค่ได้ผลงานตรงตามสเป็กนั้น ถือเป็นอุปสรรค ที่สำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพ เช่นกัน  ความคิดเห็นของ อ.เด็มมิ่งท่านชี้แนะว่าองค์การไม่ควรหยุดการพัฒนาคุณภาพเพียงเพื่อทำให้ได้ตามสเป็กเท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการตามแนวทาง อ.คาโน่ การทำเช่นนี้ถือว่าทำเพียงแค่ Must be quality เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดในระยะยาวนั่นเอง
9. การทดสอบและวางแผนการผลิตสินค้าต้นแบบที่รวบรัดและรีบร้อนเกินไป
บ่อยครั้งที่บริษัทผู้ผลิตได้คิดค้นสินค้าตัวใหม่ออกมา หรือโรงงานรับจ้างผลิต ได้รับงานตัวใหม่มา ก็ลงมือทำการผลิตทันทีโดยมีการคัดเลือกเครื่องจักร ตัวที่ดีที่สุด มีการคัดเลือกพนักงานเกรดดีที่สุด มาอบรมจนเก่งในลักษณะงานใหม่อันนั้น มีการควบคุมงานอย่างใกล้ชิด จากวิศวกรออกแบบหรือวิศวกรเจ้าของงานตัวใหม่นั้นมีการควบคุมปัจจัยเกื้อหนุนทางการผลิตเป็นพิเศษ และทั่วถึงทุกขั้นตอน สารเคมี เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ต่างๆ ใช้ของใหม่หมด ผลก็คือ สินค้าต้นแบบ (Prototype) หรืองานล็อตตัวอย่าง (Qualifying Lot) สามารถเสร็จสมบูรณ์อย่างดีเยี่ยม ทำให้ได้งานจากลูกค้าอย่างง่ายดาย ยอดขายพุ่งขึ้นรวดเร็ว ต้องลงมือขยายการผลิตทันที ผลก็คือ สินค้าตัวจริงล้มเหลว คุณภาพไม่ได้ตามข้อกำหนด ต้นทุนสูงกว่าประมาณการไว้มาก และรีเวิร์คสูงมากด้วยสาเหตุเพราะว่า ต้องใช้เครื่องจักรกลสภาพปกติ ไม่เพอร์เฟคเหมือนตอนทดลอง ต้องใช้พนักงานเท่าที่มีอยู่ และอบรมกันเพื่อให้พอทำได้เท่านั้น วิศวกรเจ้าของงานไม่อาจควบคุมแต่ละขั้นตอนได้อย่างใกล้ชิด เพราะมีงานตัวใหม่เข้ามาแล้วต้องทำให้ซุปเปอร์ไวเซอร์ของฝ่ายผลิตดูแลแทน โดยที่พวกเขาเองก็ไม่ได้รับการอบรมเป็นพิเศษ และอาจไม่มีความรู้ทางวิศวกรรมที่มากพอ ที่จะมาควบคุมงานนั้นให้ดีเท่ากับที่วิศวกรออกแบบนั้นทำได้ ไม่มีการหาปัจจัยเกื้อหนุน หรือ Plant Support เป็นพิเศษ ต้องเฉลี่ยใช้ในสายการผลิตทั้งโรงงาน ทำให้ตัวแปรต่างๆ เช่น แรงอัดของลม ปริมาณน้ำสะอาด กระแสไฟฟ้า ปริมาณไอน้ำ ฯลฯ ไม่ได้ตามข้อกำหนดในกรรมวิธีการผลิตอันใหม่  เป็นต้น หรืออาจพบปัญหาต่อเนื่องที่เกี่ยวพันกันเข้าไปอีก เช่น
เครื่องมือ เครื่องใช้ ก็ต้องใช้ร่วมกัน มีสภาพไม่ดี และไม่เพียงพอกับปริมาณงานที่เข้าไป สารเคมีต่างๆก็ต้องใช้ของเก่าที่ยังมีอยู่ ใช้สถานที่ หรือภาชนะร่วมกับงานอื่น ?ฉะนั้น ในที่สุดจึงต้องสูญเสียสินค้าตัวนั้น หรือลูกค้าที่มาว่าจ้างให้ทำงานรายนั้นไป เพราะ...ไม่อาจทำคุณภาพของงานให้ได้ มิใช่ทำปริมาณงานอย่างเดียว ความผิดพลาดในลักษณะนี้ มิใช่ของพนักงานฝ่ายผลิต หรือ ของซุปเปอร์ไวเซอร์ที่ควบคุมการผลิต ของพนักงาน QA ที่ดูแลไม่ทั่วถึง หรือของวิศวกรเจ้าของงานที่ควบคุมไม่ทั่วถึง แต่เป็นความผิดของทั้งองค์การที่ไม่เข้าใจงานที่ตนเองทำอยู่ (ฝ่ายบริหารรับผิดชอบ 85% ของระบบงานและอีก 15% เป็นของพนักงานรายวัน)แนวคิดนี้ก็เป็นจุดอ่อนของบริษัทหลายบริษัทในเมืองไทยเช่นกัน เพราะผู้บริหารมีความเชื่อมั่นเหลือเกินว่าเครื่องจักร คน ในบริษัท มีคุณลักษณะเหมือนกัน แท้จริงแล้วไม่เหมือนกันเลย แบบนี้ แค่คิดก็ผิดแล้ว ไม้ต้องถึงขนาดลงมือทำ แต่หากเข้าใจว่ามันแตกต่างกัน คำถามคือควรทำอย่างไร ควรปรับปรุงเครื่องจักร รวมทั้งคนให้มีคุณลักษณะใกล้เคียงกันเสียก่อนนั่นเอง และต้องมีการสื่อสารที่รวดเร็วเพื่อ Feed Back ข้อมูลต่างๆ หากไม่สามารถผลิตได้ตามตัวอย่าง เพื่อการแก้ไขปัญหาต่อไป  

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณภาพที่มีผลอย่างยิ่งกับองค์กร

(Root) 201375_54290.jpg (Root) 201375_54392.jpg(Root) 201375_54528.jpg
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณภาพที่มีผลอย่างยิ่งกับองค์กร

(Root) 201375_61138.jpg

(Root) 201375_61152.jpg 

(Root) 201375_61168.jpg


(Root) 201375_61187.jpg